ข้ามไปเนื้อหาหลัก
กลับไปบทความ

รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ยังไม่ได้จด VAT ต้องทำยังไง (ฉบับคนขายออนไลน์)

เพิ่งรู้ตัวว่ายอดขายเกิน 1.8 ล้านแล้วแต่ยังไม่ได้จด VAT? อ่านก่อนว่าค่าปรับเท่าไหร่ ต้องทำอะไรบ้าง และทำไมยิ่งช้ายิ่งแพง

ACCOUNTIZER Team


ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ตอนตีสอง หลังจากเพิ่งรวมยอดขายทุกแพลตฟอร์มแล้วพบว่ามันเกิน 1.8 ล้านไปแล้ว — หายใจลึกๆ ก่อน เรื่องนี้แก้ไขได้ และคุณไม่ใช่คนแรกที่เจอ

แต่สิ่งที่ต้องรู้คือ ยิ่งช้ายิ่งแพง เพราะเงินเพิ่มเดินทุกเดือน

เข้าใจเส้น 1.8 ล้านให้ถูกก่อน


จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือ 1.8 ล้าน นับจาก "ยอดขาย" ไม่ใช่ "กำไร"

หมายความว่าถ้าคุณขายของได้ 2 ล้านบาท แต่ต้นทุนสินค้า 1.5 ล้าน เหลือกำไร 5 แสน — คุณเข้าเกณฑ์ต้องจด VAT แล้ว ทั้งที่กำไรยังไม่ถึงล้าน

และต้องนับรวมทุกช่องทาง — Shopee + Lazada + TikTok Shop + Facebook + ขายหน้าร้าน + ค่าคอม affiliate ทั้งหมดรวมกัน ไม่ใช่แยกนับทีละแพลตฟอร์ม

นี่คือเหตุผลที่คนขายหลายแพลตฟอร์มมักไม่รู้ตัว เพราะมองเห็นแต่ยอดของแต่ละที่ ซึ่งแยกกันแล้วดูไม่เยอะ

เมื่อยอดเกินแล้ว กฎหมายให้เวลา 30 วัน


เมื่อยอดขายสะสมในปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.01) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ยอดเกิน

หลังจดแล้วคุณจะมีหน้าที่เพิ่มขึ้น:

  • เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า
  • ออกใบกำกับภาษี
  • ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • จัดทำรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ

ถ้าไม่จด จะเจออะไรบ้าง


นี่คือส่วนที่ทำให้คนตกใจ เพราะไม่ได้มีแค่ค่าปรับก้อนเดียว แต่มีหลายชั้นซ้อนกัน

1. ต้องเสีย VAT ย้อนหลัง คิดจากยอดขายตั้งแต่วันแรกที่เกินเกณฑ์ ไม่ใช่จากวันที่ถูกจับได้

2. เบี้ยปรับ กรณีไม่ได้ยื่นแบบ มีเบี้ยปรับตามกฎหมาย และหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอง อัตราจะสูงกว่ากรณีที่คุณเข้าไปยื่นเองก่อน

3. เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน คิดเป็นปีละ 18% และเดินไปเรื่อยๆ ทุกเดือนที่ยังไม่จ่าย

4. เคลมภาษีซื้อในช่วงนั้นไม่ได้ ข้อนี้เจ็บที่สุดสำหรับคนขายของ เพราะระหว่างที่คุณควรจด VAT แต่ไม่ได้จด ภาษีซื้อจากต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายต่างๆ คุณเอามาหักไม่ได้เลย

5. โทษอาญา กรณีไม่จดทะเบียนทั้งที่มีหน้าที่ต้องจด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างตัวเลขที่มักถูกอ้างถึง


มีการยกตัวอย่างกันบ่อยว่า ผู้ประกอบการที่มีรายได้ราว 3 ล้านบาท และไม่ได้จด VAT เมื่อคำนวณ VAT ที่ต้องเสียรวมกับเบี้ยปรับแล้ว อาจอยู่ที่ระดับ หลักสองแสนบาทขึ้นไป ซึ่งยังไม่รวมเงินเพิ่มที่เดินตามระยะเวลา

ตัวเลขจริงขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละราย แต่ประเด็นคือ มันไม่ใช่หลักหมื่น

แล้วตอนนี้ควรทำอะไร


ขั้นที่ 1 — รวมยอดขายจริงให้ครบทุกช่องทาง ดาวน์โหลดรายงานยอดขายจากทุกแพลตฟอร์ม แล้วหาให้ได้ว่า วันไหนที่ยอดสะสมแตะ 1.8 ล้าน เพราะวันนั้นคือจุดเริ่มนับ

ขั้นที่ 2 — ประเมินภาระที่แท้จริง คำนวณดูว่าถ้าเข้าไปยื่นเองตอนนี้ ต้องจ่ายเท่าไหร่ เทียบกับถ้าปล่อยไว้อีก 6 เดือนแล้วถูกตรวจพบ ตัวเลขจะต่างกันมาก

ขั้นที่ 3 — เข้าไปจัดการก่อนถูกเรียก โดยทั่วไปแล้ว การเข้าไปยื่นและชำระเองก่อนที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียก จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเรื่องอัตราเบี้ยปรับและการเจรจา

ขั้นที่ 4 — วางระบบไม่ให้เกิดซ้ำ หลังจดแล้วต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ถ้าไม่มีระบบรองรับก็จะกลายเป็นปัญหาใหม่แทน

เรื่องที่คนขายออนไลน์มักลืม: ค่าโฆษณาต่างประเทศ


ถ้าคุณจด VAT แล้ว และจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook, TikTok หรือ Google ซึ่งเป็นผู้ให้บริการต่างประเทศ คุณอาจมีหน้าที่ต้องนำส่ง VAT ด้วยแบบ ภ.พ.36 ด้วย

ข้อนี้แทบไม่มีใครรู้ และเป็นจุดที่ถูกประเมินย้อนหลังบ่อยมากในกลุ่มคนที่ยิงแอดหนัก


เพิ่งรู้ตัวว่าเกินเส้นไปแล้ว?อย่าเพิ่งตกใจ และอย่าเพิ่งปล่อยไว้ — สิ่งแรกที่ควรทำคือรู้ตัวเลขจริงของตัวเองก่อน เราคำนวณให้ได้ว่าถ้าเข้าไปแก้เองตอนนี้ต้องจ่ายเท่าไหร่ เทียบกับถ้าปล่อยไว้คุยกับผู้สอบบัญชีฟรี 30 นาที · LINE: @accountizer

คำถามที่พบบ่อย

จด VAT แล้วต้องขึ้นราคาสินค้าไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นกับว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร ถ้าขายให้บริษัทที่จด VAT เขาเคลมคืนได้ ไม่ถือเป็นภาระ แต่ถ้าขายปลีกให้ผู้บริโภคทั่วไป คุณจะต้องตัดสินใจว่าจะบวกเพิ่มหรือจะรับภาระเอง ซึ่งกระทบกำไรราว 6.5% ของราคาขาย
จดแล้วยกเลิกได้ไหมถ้ารายได้ลดลง
ทำได้ โดยทั่วไปหากรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง สามารถยื่นขอถอนทะเบียนได้ แต่มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาที่ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี
ปีนี้ยอดยังไม่ถึง แต่ใกล้แล้ว ควรจดเลยไหม
เป็นคำถามที่ควรคำนวณ ไม่ใช่ตอบด้วยความรู้สึก เพราะการจดก่อนกำหนดมีทั้งข้อดี (เคลมภาษีซื้อได้ ดูน่าเชื่อถือกับคู่ค้า) และข้อเสีย (ภาระยื่นแบบทุกเดือน) ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณให้ดูทั้งสองทาง