ข้ามไปเนื้อหาหลัก
กลับไปบทความ

ทำไมโอนเงินเข้าบัญชีบ่อย ถึงมีชื่อส่งให้สรรพากร (กฎ e-Payment)

ธนาคารต้องส่งข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมเข้าเกณฑ์ให้กรมสรรพากร อ่านว่าเกณฑ์คืออะไร ใครเข้าข่าย และถูกส่งข้อมูลแล้วต้องทำยังไง

ACCOUNTIZER Teamอัปเดตล่าสุด

ถ้าคุณขายของออนไลน์แล้วมีเงินโอนเข้าบัญชีวันละหลายรอบ บทความนี้เขียนถึงคุณโดยตรง เพราะกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินมีหน้าที่ส่งข้อมูลบัญชีที่เข้าเกณฑ์ให้กรมสรรพากร โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย และไม่มีใครแจ้งคุณล่วงหน้า

เกณฑ์คืออะไร

ตามกฎหมายที่มักเรียกกันว่า "กฎ e-Payment" สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มี "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" ซึ่งเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ในรอบปี

เงื่อนไข

เกณฑ์

แบบที่ 1

ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวม ตั้งแต่ 2,000,000 บาท

แบบที่ 2

ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้ง (ไม่กำหนดยอดเงิน)

จุดที่คนขายออนไลน์ต้องระวังที่สุด

ดูที่แบบที่ 2 ให้ดี 3,000 ครั้งต่อปี โดยไม่กำหนดยอดเงิน เฉลี่ยแล้วคือประมาณ 8 ครั้งต่อวันเท่านั้น

แม่ค้าออนไลน์ที่ลูกค้าโอนมาทีละ 200-500 บาท หรือนักปักตะกร้าที่ค่าคอมเข้ามาเป็นยอดย่อยหลายรอบต่อวัน จึงถึงเกณฑ์ได้ง่ายมากแม้ยอดรวมจะไม่สูงเลย คำว่า "ฉันยอดไม่เยอะ คงไม่เข้าข่าย" ใช้กับเกณฑ์นี้ไม่ได้ เพราะมันนับจำนวนครั้ง ไม่ใช่จำนวนเงิน

เรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูก

1. นับเฉพาะเงินเข้า ไม่นับเงินออก เกณฑ์นี้นับเฉพาะการฝากและการรับโอนเข้าบัญชี การโอนออกไม่ถูกนับ

2. นับรวมทุกบัญชีในธนาคารเดียวกัน การกระจายเงินไปหลายบัญชีในธนาคารเดียวกันไม่ได้ช่วย เพราะนับรวมกัน

3. ถูกส่งข้อมูล ไม่เท่ากับต้องเสียภาษีทันที การที่ข้อมูลของคุณถูกส่งไม่ได้แปลว่าคุณทำผิด และไม่ได้แปลว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีทันที มันเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

4. ข้อมูลที่ส่งแล้วไม่หายไปไหน ข้อมูลถูกเก็บไว้ใช้ประกอบการตรวจสอบย้อนหลังได้ ต่อให้ปีนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าข้อมูลถูกลบ

สรรพากรเห็นข้อมูลจากสองทาง

ปัจจุบันกรมสรรพากรไม่ได้มีข้อมูลจากธนาคารทางเดียว

  • ข้อมูลธุรกรรมจากสถาบันการเงิน ตามกฎ e-Payment
  • ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในไทยต้องจัดทำบัญชีพิเศษส่งข้อมูลรายได้ผู้ขายและค่านายหน้า พร้อมเลขประจำตัวประชาชนและข้อมูลบัญชีธนาคาร

เมื่อเทียบข้อมูลสองทางนี้กัน ตัวเลขในแบบแสดงรายการที่ไม่สอดคล้องกับรายรับจริงจะเห็นชัดกว่าเมื่อก่อนมาก

สิ่งที่ควรทำ (และไม่ควรทำ)

✅ ควรทำ

แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว เมื่อถูกถาม คุณจะอธิบายได้ทันทีว่ายอดไหนคือรายได้ ยอดไหนคือเงินยืมเพื่อน ยอดไหนคือเงินหมุนของตัวเอง ถ้าปนกันหมด ภาระพิสูจน์อยู่ที่คุณ และการมานั่งไล่อธิบายรายการย้อนหลังเป็นพันรายการคือฝันร้าย

บันทึกรายได้ให้ตรงกับความจริง เมื่อตัวเลขที่คุณยื่นสอดคล้องกับความเป็นจริง การถูกส่งข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

เก็บหลักฐานที่มาของเงินก้อนใหญ่ เงินยืม เงินขายทรัพย์สินส่วนตัว เงินที่พ่อแม่ให้ ควรมีหลักฐานประกอบไว้ทุกก้อน

❌ ไม่ควรทำ

อย่าพยายามเลี่ยงด้วยการกระจายบัญชี นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจถูกมองว่ามีเจตนาปกปิด ซึ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

อย่าเปลี่ยนไปรับเงินสดอย่างเดียว นอกจากไม่สะดวกและเสี่ยงแล้ว การไม่มีร่องรอยการรับเงินยังทำให้คุณพิสูจน์ค่าใช้จ่ายและที่มาของเงินได้ยากขึ้นด้วย


เงินเข้าบัญชีถี่มากจนไม่แน่ใจว่าเข้าเกณฑ์หรือยัง? เราตรวจให้ได้ว่าตอนนี้คุณอยู่ตรงไหน และตัวเลขที่ยื่นไปสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ด้วยบริการตรวจสุขภาพภาษี เริ่มต้น 3,500 บาท หรือคุยฟรีก่อน 30 นาที LINE: @accountizer

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าถูกส่งข้อมูลไปแล้ว จะรู้ตัวไหม
โดยทั่วไปจะไม่มีการแจ้งให้ทราบ ดังนั้นทางที่ดีคือประเมินจากพฤติกรรมของบัญชีตัวเองว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่
ใช้พร้อมเพย์รับเงิน นับด้วยไหม
การรับโอนเงินเข้าบัญชีถูกนับ ไม่ว่าจะรับผ่านช่องทางใด
ถ้าเข้าเกณฑ์แล้ว ควรทำอะไรก่อน
สิ่งแรกคือรู้ตัวเลขจริงของตัวเองว่ารายได้เท่าไหร่ ยื่นไปเท่าไหร่ ตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ตรง การเข้าไปยื่นปรับปรุงเองก่อนถูกเรียกตรวจ เปิดโอกาสให้วางแผนและชี้แจงได้มากกว่าการรอให้สรรพากรทักมาก่อนแล้วค่อยตั้งรับ