ข้ามไปเนื้อหาหลัก
กลับไปบทความ

Creator / KOL ควรจดบริษัทตอนไหน? เทียบให้ดูทั้ง 2 ทาง

บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล อันไหนคุ้มกว่าสำหรับครีเอเตอร์และ KOL อธิบายอัตราภาษีทั้งสองแบบ พร้อมข้อที่คนมองข้ามก่อนตัดสินใจจดบริษัท

ACCOUNTIZER Team


คำถามนี้มักผุดขึ้นมาตอนที่รายได้เริ่มโต และเริ่มรู้สึกว่าภาษีที่จ่ายมันเยอะขึ้นจนน่าตกใจ

แต่คำตอบไม่ใช่ตัวเลขสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกคน — มันขึ้นกับ โครงสร้างต้นทุนของคุณ เป็นหลัก

ต้นตอของปัญหา: เพดาน 100,000 บาท


ถ้ารายได้หลักของคุณมาจากการรับจ้างรีวิว รับงาน tie-in หรือค่าคอมมิชชั่น และเข้าข่ายเงินได้ประเภทที่ 2 คุณจะหักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

จุดสำคัญคือ เพดานนี้ไม่โตตามรายได้

รายได้ต่อปี

หักค่าใช้จ่ายได้

คิดเป็น

200,000

100,000

50%

1,000,000

100,000

10%

3,000,000

100,000

3.3%

5,000,000

100,000

2%


แปลว่าถ้าคุณมีรายได้ 3 ล้าน และจ่ายค่าทีมงาน ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทางไปจริงหลายแสน — คุณหักได้แค่แสนเดียว แล้วเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าบนฐานที่แทบไม่หักต้นทุนเลย

นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ครีเอเตอร์รายได้สูงต้องพิจารณาจดบริษัท

เทียบอัตราภาษีสองแบบ


บุคคลธรรมดา — อัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 5% ไปจนถึงสูงสุด 35% ตามขั้นของเงินได้สุทธิ

นิติบุคคล (กรณีเข้าเงื่อนไข SME) — ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

กำไรสุทธิ

อัตรา

0 – 300,000

ยกเว้น

300,001 – 3,000,000

15%

เกิน 3,000,000

20%


จะเห็นว่าอัตรานิติบุคคลตันที่ 20% ขณะที่บุคคลธรรมดาไปได้ถึง 35%

แต่อย่าดูแค่อัตราภาษี — นี่คือ 4 ข้อที่คนมองข้าม


1. เงินในบริษัทไม่ใช่เงินของคุณ เมื่อบริษัทเสียภาษีแล้ว เงินยังอยู่ในบริษัท การเอาออกมาใช้ส่วนตัวต้องผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เช่น เงินเดือนหรือเงินปันผล ซึ่งมีภาระภาษีชั้นที่สอง

การคำนวณที่ถูกต้องจึงต้องดู ภาษีรวมทั้งสองชั้น ไม่ใช่เทียบแค่อัตรานิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา

2. ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกปี

  • ค่าทำบัญชีรายเดือน
  • ค่าสอบบัญชีและปิดงบประจำปี
  • ค่าจดทะเบียนตอนเริ่ม ในตลาดปัจจุบัน ค่าทำบัญชีนิติบุคคลรายเดือนมักอยู่ในช่วงหลักพันถึงหลักหมื่นต้นๆ ขึ้นกับปริมาณเอกสาร

    3. ภาระเอกสารที่หนักขึ้นมาก นี่คือข้อที่ทำให้คนที่จดเร็วเกินไปเจ็บที่สุด

    ทุกการเคลื่อนไหวต้องมีหลักฐาน ถ้าคุณยังเคยชินกับการซื้อของไม่มีบิล จ่ายเงินสดโดยไม่มีเอกสาร การจดบริษัทจะสร้างปัญหามากกว่าที่ประหยัดได้ เพราะรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้จะกลายเป็นรายจ่ายต้องห้าม ซึ่งทำให้กำไรทางภาษีสูงกว่ากำไรจริง

    4. หน้าที่ยื่นแบบที่เพิ่มขึ้น ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (กลางปี) และ ภ.ง.ด.50 (สิ้นปี) ภายในกำหนด รวมถึงแบบอื่นๆ ตามที่เกี่ยวข้อง

แล้วเมื่อไหร่ถึงควรจด


ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องคำนวณเปรียบเทียบแล้ว มีดังนี้

✅ กำไรเริ่มทำให้ฐานภาษีบุคคลธรรมดาขึ้นไปแตะขั้นสูง ✅ มีต้นทุนจริงเยอะและมีเอกสารครบ (ทีมงาน อุปกรณ์ สตูดิโอ) ✅ แบรนด์ใหญ่เริ่มขอใบกำกับภาษี ซึ่งบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จด VAT ออกให้ไม่ได้ ✅ รายได้ทะลุเกณฑ์ VAT แล้วต้องเข้าระบบอยู่ดี ✅ เริ่มมีทีมงานประจำ

สัญญาณที่บอกว่ายังไม่ควรจด

  • รายได้ยังไม่แน่นอน ปีนี้เยอะปีหน้าอาจน้อย
  • ยังไม่มีระบบเก็บเอกสาร
  • ต้นทุนจริงน้อย (ทำคนเดียว ไม่มีอุปกรณ์แพง)

วิธีตัดสินใจที่ถูกต้อง


อย่าตัดสินจากคำแนะนำทั่วไป — ให้คำนวณจริงทั้งสองทางด้วยตัวเลขของคุณเอง โดยคิดให้ครบทั้ง:

  1. ภาษีเงินได้ในแต่ละทาง
  2. ภาษีชั้นที่สองตอนเอาเงินออกจากบริษัท
  3. ต้นทุนทำบัญชีและสอบบัญชีที่เพิ่มขึ้น
  4. มูลค่าของสิ่งที่ได้เพิ่ม เช่น ความน่าเชื่อถือกับแบรนด์ใหญ่ เมื่อคิดครบทุกข้อแล้ว ตัวเลขจะบอกเองว่าคุ้มหรือยัง

อยากรู้ว่าเคสของคุณคุ้มไหม?บอกตัวเลขรายได้และต้นทุนคร่าวๆ มา เราคำนวณเทียบให้ดูทั้ง 2 ทาง พร้อมบอกตรงๆ ว่าปีนี้ยังไม่ควรจดก็ได้ — คุยกับผู้สอบบัญชีฟรี 30 นาทีLINE: @accountizer

คำถามที่พบบ่อย

จดบริษัทแล้วจะโดนตรวจย้อนหลังตอนเป็นบุคคลธรรมดาไหม
การจดบริษัทไม่ได้ลบล้างภาระภาษีในอดีต และมีเคสที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหลังจดบริษัทไม่นาน ดังนั้นควรตรวจสถานะย้อนหลังของตัวเองให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจจด
จดบริษัทแล้วยังรับงานในนามส่วนตัวได้ไหม
ทำได้ แต่ต้องแยกให้ชัดเจนว่างานไหนอยู่ในนามใคร และบันทึกให้ตรงกัน การปนกันคือสาเหตุของปัญหาในภายหลัง
ถ้าจดแล้วรายได้ตก ปิดบริษัทง่ายไหม
การเลิกกิจการมีขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ใช้เวลาพอสมควร จึงควรมั่นใจก่อนตัดสินใจจด