ค่าคอม Affiliate เป็นเงินได้ 40(2) หรือ 40(8)? คำตอบที่คนปักตะกร้าต้องรู้
ถ้าคุณเคยลองค้นหาคำตอบเรื่องนี้ใน Google คุณจะเจอสิ่งที่น่าหงุดหงิดมาก — บางเว็บบอกว่าเป็น 40(2) บางเว็บบอกว่าเป็น 40(8) และทั้งสองฝั่งก็ดูน่าเชื่อถือพอๆ กัน ทั้งธนาคาร ทั้งสำนักงานบัญชี ทั้งสื่อการเงิน
ปัญหาคือความต่างระหว่างสองประเภทนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก มันหมายถึงเงินหลักแสนบาทที่คุณจะได้หักหรือไม่ได้หัก
บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมถึงตอบไม่เหมือนกัน และหลักที่ใช้ตัดสินจริงๆ คืออะไร
ต่างกันแค่ไหน? ดูจากตัวเลข
สมมติปีนี้คุณมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น 1,000,000 บาท
| เงินได้ 40(2) | เงินได้ 40(8) |
|---|---|---|
หักค่าใช้จ่าย | 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท | หักเหมา 60% หรือหักตามจริง |
เหลือเป็นเงินได้ | 900,000 บาท | 400,000 บาท |
ต้องยื่นแบบ | ภ.ง.ด.90 (ปีละครั้ง) | ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) + ภ.ง.ด.90 |
ฐานภาษีต่างกัน 500,000 บาท จากรายได้ก้อนเดียวกัน — นี่คือเหตุผลที่คำถามนี้สำคัญมาก
หมายเหตุสำคัญ การหักเหมา 60% ของเงินได้ 40(8) ใช้ได้เฉพาะกิจการที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ไม่ใช่ทุกอาชีพจะหักเหมาได้ ถ้าไม่เข้าข่ายต้องหักตามจริงและต้องมีเอกสารครบ
ทำไมแต่ละเว็บถึงตอบไม่เหมือนกัน
เพราะทั้งสองฝั่งต่างก็มีเหตุผล
ฝ่ายที่บอกว่าเป็น 40(2) มองว่าค่าคอมมิชชั่นคือ "ค่านายหน้า" ซึ่งเป็นตัวอย่างที่กฎหมายระบุไว้ในเงินได้ประเภทที่ 2 ตรงตัว
ฝ่ายที่บอกว่าเป็น 40(8) มองว่าถ้าคุณทำเป็นธุรกิจ มีต้นทุน มีการลงทุน มีทีมงาน มันคือการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่แค่การรับทำงานให้
และความจริงคือ — ทั้งสองฝ่ายถูก แต่ถูกคนละสถานการณ์
หลักที่ใช้ตัดสินจริง: ไม่ได้ดูจากชื่อ
จุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคือคิดว่า "ถ้าเรียกว่าค่าคอมมิชชั่น ก็ต้องเป็น 40(2)"
แต่ในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรไม่ได้ดูจากชื่อที่เรียก แต่ดูจากลักษณะของสิ่งที่คุณทำจริง ว่าเข้าข่าย:
- "การรับทำงานให้" → มีแนวโน้มเป็น 40(2)
- "การประกอบธุรกิจ" → มีแนวโน้มเป็น 40(8) ปัจจัยที่นำมาพิจารณาประกอบ เช่น
- คุณมีลูกจ้างหรือทีมงานไหม — ถ้าจ้างคนช่วยไลฟ์ ช่วยตัดต่อ ช่วยตอบลูกค้า จะเอนไปทาง 40(8)
- คุณมีต้นทุนและการลงทุนมากแค่ไหน — ซื้อสินค้ามารีวิวเอง ยิงแอดเอง เช่าสตูดิโอ ซื้ออุปกรณ์ไลฟ์ ก็เอนไปทาง 40(8)
- ทำเป็นกิจจะลักษณะหรือทำเป็นครั้งคราว — ทำทุกวัน มีระบบ มีแผน ต่างจากรับงานนานๆ ครั้ง
- มีสถานประกอบการหรือไม่
เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงที่สุด
ถ้าจะให้จำง่ายๆ หลักที่ใช้กันในทางปฏิบัติคือ
รับค่าจ้างหรือค่าคอมจากคนอื่นอย่างเดียว → เอนไปทาง 40(2)ขายของของตัวเอง หรือทำเป็นธุรกิจมีต้นทุน → เอนไปทาง 40(8)
ปัญหาคือ นักปักตะกร้าอยู่ตรงกลางพอดี — คุณไม่ได้ขายของตัวเอง แต่คุณก็ลงทุนซื้อของมารีวิว ยิงแอด และจ้างคนช่วย
นี่คือเหตุผลที่เรื่องนี้ถึงเถียงกันไม่จบ และเป็นเหตุผลที่ควรให้ผู้ทำบัญชีดูเคสของคุณเป็นรายบุคคล แทนที่จะเชื่อคำตอบสำเร็จรูปจากอินเทอร์เน็ต
สิ่งที่คุณควรทำตั้งแต่วันนี้
ไม่ว่าสุดท้ายเคสของคุณจะเป็นประเภทไหน มี 4 อย่างที่ทำได้เลย
1. แยกบัญชีธนาคารธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว เพราะถ้าถูกเรียกตรวจ ภาระพิสูจน์อยู่ที่คุณ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
2. เก็บใบ 50 ทวิ ให้ครบทุกใบ ทุกใบที่หายไป คือเครดิตภาษีที่คุณจ่ายไปแล้วแต่ขอคืนไม่ได้
3. เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ค่าแอด ค่าสินค้าที่ซื้อมารีวิว ค่าจ้างทีมงาน ค่าอุปกรณ์ — แม้จะยังไม่รู้ว่าจะได้หักหรือเปล่า ก็เก็บไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีเอกสารเลย จะหักไม่ได้แน่นอน
4. อย่าลืม ภ.ง.ด.94 ถ้าเคสของคุณเป็นเงินได้ประเภท 40(5)–(8) และครึ่งปีแรกมีเงินได้เกิน 60,000 บาท คุณต้องยื่นแบบครึ่งปีในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ซึ่งเป็นข้อที่คนพลาดกันเยอะที่สุด
ไม่แน่ใจว่าเคสของคุณเป็นประเภทไหน?ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยว่ารับงานยังไง มีต้นทุนอะไรบ้าง เราจะดูให้และอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงแนะนำแบบนั้น — คุยกับผู้สอบบัญชีฟรี 30 นาที ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ผูกมัดLINE: @accountizer
คำถามที่พบบ่อย
- ยื่นผิดประเภทไปแล้วหลายปี ทำยังไงดี
- โดยทั่วไปการเข้าไปยื่นเพิ่มเติมหรือแก้ไขก่อนที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียก จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าการปล่อยไว้มาก เพราะเงินเพิ่มเดินทุกเดือนในอัตรา 1.5% ต่อเดือน สิ่งแรกที่ควรทำคือคำนวณให้รู้ตัวเลขจริงก่อน แล้วค่อยวางแผนว่าจะจัดการยังไง
- แพลตฟอร์มหักภาษีไปแล้ว ยังต้องยื่นอีกไหม
- ต้องยื่นค่ะ การถูกหัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่การเสียภาษีเสร็จสิ้น เป็นเพียงการจ่ายภาษีล่วงหน้า ตอนสิ้นปีคุณยังต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมคำนวณ แล้วนำยอดที่ถูกหักไปแล้วมาเครดิต ซึ่งอาจได้คืนหรือต้องจ่ายเพิ่มก็ได้
- รายได้จาก affiliate ปีละไม่กี่พันบาท ต้องยื่นไหม
- คนโสดที่มีเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน เกิน 60,000 บาทต่อปี ต้องยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วอาจไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม (กรณีสมรสใช้เกณฑ์ 120,000 บาท)